Home วิทยาศาสตร์ & ความรู้ วงการวิทยาศาสตร์ถกเถียงปริศนา UFO อายุ 70 ปี หลังภาพใหม่จากหอดูดาวถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง

วงการวิทยาศาสตร์ถกเถียงปริศนา UFO อายุ 70 ปี หลังภาพใหม่จากหอดูดาวถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง

0
คืนหนึ่งในปี 1952 พบว่าวัตถุชั่วขณะจำนวนห้าชิ้น (วงสีน้ำเงิน) ปรากฏขึ้นและหายไปภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง จากข้อมูลการสำรวจท้องฟ้าในจดหมายเหตุ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์กำลังขุดค้นปริศนาอายุหลายทศวรรษนี้อยู่ (เครดิตภาพ: Villarroel et al. / Publications of the Astronomical Society of the Pacific; Hubble Space Telescope (background)

มากกว่า 70 ปีก่อน นักดาราศาสตร์ที่หอดูดาวปาโลมาร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย บันทึก “แสงวาบคล้ายดาว” หลายจุดบนท้องฟ้า แสงเหล่านี้ปรากฏขึ้นและหายไปภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนที่ดาวเทียมดวงแรกของมนุษย์ สปุตนิก 1 จะถูกส่งขึ้นสู่อวกาศหลายปี

วันนี้ ภาพถ่ายท้องฟ้าสมัยกลางศตวรรษที่ 20 เหล่านั้นกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังงานวิจัยแบบ peer-reviewed ล่าสุดชี้ว่า “แสงวาบสั้นๆ” หรือ transients บางส่วนเกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ สหภาพโซเวียต และสหราชอาณาจักร รวมถึงช่วงที่มีรายงาน UFO พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดสังเกต

คำถามที่ตามมาคือ สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกันหรือไม่? และหากเกี่ยวข้อง… ในระดับไหน?

แสงวาบที่ลบคำอธิบายธรรมดาๆ ทิ้งไปทีละข้อ

ปรากฏการณ์แสงสั้นๆ บนแผ่นฟิล์มทางดาราศาสตร์อาจมีสาเหตุมากมาย ตั้งแต่ดาวแปรแสง ฝนดาวตก ไปจนถึงความผิดปกติของอุปกรณ์ แต่เหตุการณ์จากปาโลมาร์หลายจุดมีสิ่งที่ทำให้นักวิจัยต้องหยุดคิด เช่น เส้นเรียงตัวเป็นแถว หรือจุดที่คมชัดเกินกว่าจะเป็นคราบบนแผ่นฟิล์มธรรมดา

สตีเฟน บรือล์ ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยและเป็นแพทย์ด้านวิสัญญีวิทยาที่มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ ซึ่งสนใจปรากฏการณ์ UFO บอกกับ Live Science ว่า

“เราได้ตัดคำอธิบายแบบธรรมดาไปหลายข้อแล้ว และนั่นหมายความว่าเราต้องพิจารณาความเป็นไปได้ว่าวัตถุเหล่านี้อาจเป็นวัตถุที่มนุษย์ไม่รู้จัก… จากที่ไหนสักแห่ง”

เขาตั้งคำถามที่หนักขึ้นไปอีกว่า หากวัตถุสะท้อนแสงเหล่านี้อยู่ในวงโคจรก่อนยุคดาวเทียม ใครเป็นผู้ส่งมันขึ้นไป? และทำไมมันจึงปรากฏในช่วงที่มีการทดสอบนิวเคลียร์?

แต่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนที่เชื่อเช่นนั้น

นักดาราศาสตร์บางส่วนเตือนว่า ข้อมูลจากยุคก่อนสปุตนิกนั้น “มีคุณภาพต่ำเกินไป” ที่จะตีความอย่างมั่นใจ ไมเคิล การ์เร็ตต์ ผู้อำนวยการศูนย์ดาราศาสตร์ Jodrell Bank ในสหราชอาณาจักรกล่าวว่า ทีมวิจัยทำงานได้ดี แต่ข้อจำกัดของข้อมูลสมัยนั้นทำให้ผลลัพธ์ต้องตีความอย่างระมัดระวัง

“ปัญหาไม่ใช่ทีมวิจัย แต่เป็นคุณภาพของข้อมูลที่เขามี”

“ผมสงสัยว่า ถ้าเรามีข้อมูลที่ดีกว่านี้ ความสัมพันธ์เหล่านี้คงหายไป”

นั่นหมายความว่า ปริศนาอาจเกิดจาก “การบันทึกที่ไม่สมบูรณ์แบบ” มากกว่าจะเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ

ท้องฟ้าในยุคก่อนอวกาศ: เมื่อท้องฟ้าบันทึกด้วยแผ่นแก้ว

เพื่อค้นหาความจริง ทีมวิจัยได้ทบทวนอัลบั้มท้องฟ้าหลายพันแผ่นจากโครงการสำรวจท้องฟ้า Palomar Observatory Sky Survey (POSS-I) ที่ถ่ายระหว่างปี 1949–1958 ด้วยแผ่นแก้วเคลือบอิมัลชันไวแสง

ทีมงานตรวจสอบข้อมูลมากกว่า 2,700 วัน และพบว่าใน 310 คืน มีจุดแสงประหลาดหลายพันจุดปรากฏบนภาพ แต่หายไปในภาพที่ถ่ายก่อนหน้าและหลังจากนั้นทันที รวมถึงไม่พบอีกเลยในภาพสำรวจท้องฟ้าสมัยใหม่

เมื่อเทียบกับฐานข้อมูลรายงาน UFO ทางประวัติศาสตร์ ทีมวิจัยพบว่า transients มีโอกาสเกิดเพิ่มขึ้น 45% ในช่วง 24 ชั่วโมงหลังการทดสอบนิวเคลียร์บนพื้นดิน และจำนวนรายงาน UFO ที่มากขึ้นในวันเดียวกันสัมพันธ์กับจำนวน transients เพิ่มขึ้น 8.5%

การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Scientific Reports เรียกความเชื่อมโยงนี้ว่า “ความสัมพันธ์ที่เกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ”

แสงวาบจากนิวเคลียร์ หรือบางสิ่งที่มากกว่านั้น?

ผู้เชี่ยวชาญบางคนเสนอคำอธิบายที่ตรงไปตรงมามากกว่า นั่นคือ แสงวาบบนท้องฟ้าอาจไม่ใช่วัตถุปริศนา หากแต่เป็น เศษโลหะหรือฝุ่นกัมมันตรังสี ที่ถูกผลักขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจากการทดสอบนิวเคลียร์ ซึ่งอาจสะท้อนแสงและปรากฏในกล้องโทรทรรศน์ช่วงสั้นๆ

แต่วียาร์โรเอลและบรือล์ไม่เห็นด้วย พวกเขาโต้ว่า หากเป็นการเรืองแสงจากรังสีหรือฝุ่น Fallout จริง ภาพควรจะออกมาเป็นรอยฟุ้งหรือเป็นเส้นมากกว่าจะเป็นจุดคมกริบ อีกทั้งการจะทำให้เศษวัตถุเหล่านี้อยู่นิ่งพอถ่ายได้ในช่วงเวลาถึง 50 นาที วัตถุต้องอยู่สูงถึงระดับวงโคจรค้างฟ้า 22,000 ไมล์ ซึ่งยากมากสำหรับเศษซากจากระเบิด

บรือล์กล่าวสั้นๆ ว่า

“ไม่มีคำอธิบายง่ายๆ สำหรับสิ่งที่เราเห็น และทำไมมันถึงปรากฏเคียงคู่กับการทดลองนิวเคลียร์”

หรือปัญหาอยู่ที่หลักฐาน ไม่ใช่ท้องฟ้า

นักดาราศาสตร์หลายคนเสนอว่า ปริศนาอาจเกิดจาก “ข้อบกพร่องบนแผ่นฟิล์ม” มากกว่า เช่น รอยฝุ่น เส้นผม คราบบนอิมัลชัน หรือแม้แต่รอยขีดข่วนระหว่างการคัดลอกและสแกน ซึ่งสามารถเลียนแบบลักษณะของวัตถุที่เรียงเป็นแถวได้

ไนเจล แฮมบลี จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ซึ่งศึกษาเรื่องนี้ในงานวิจัยปี 2024 ระบุว่า
จุดเรียงตัวที่ดูลึกลับบนภาพจำนวนมาก อาจไม่ใช่อะไรเลยนอกจาก “ความผิดพลาดเชิงวัสดุ” ของแผ่นแก้วเก่าๆ

เมื่อทีมงานใช้ “ภาพสำเนา” แทนต้นฉบับ ความผิดพลาดเล็กๆ เหล่านี้จะคงอยู่และถูกขยายขึ้นเรื่อยๆ ตามกระบวนการทำสำเนาหลายชั้น

ความสนใจของสาธารณชนต่อ UFO ถูกจุดขึ้นอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ หลังมีการสอบสวนหลายกรณีเกี่ยวกับวิดีโอของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่เชื่อว่าแสดงให้เห็นปรากฏการณ์ไม่ทราบสัญชาติ (UAP)
(เครดิตภาพ: กองทัพเรือสหรัฐฯ)

ก้าวต่อไปของการศึกษาวัตถุไม่ทราบสัญชาติ (UAP)?

แม้มีความเห็นแตกต่างกัน แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์อิสระครั้งใหม่ โดยเฉพาะการกลับไปตรวจสอบ “แผ่นฟิล์มต้นฉบับ” จากปาโลมาร์ด้วยการดูด้วยตาเปล่าอย่างละเอียดในระดับไมโครสโคป เพื่อแยกแยะว่านี่คือวัตถุจริง หรือแค่ตำหนิในอิมัลชัน

ไม่ว่าคำตอบสุดท้ายจะคือ UAP เทคโนโลยีลับยุคนั้น หรือเพียงความผิดพลาดของภาพถ่ายเก่า ปริศนานี้ทำให้เห็นว่าการวิจัยปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติกำลังขยับเข้าสู่พื้นที่ที่จริงจังขึ้นเรื่อยๆ

เดวิด วินด์ต์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าวปิดท้ายว่า

“เราอาจมองย้อนกลับมาที่งานวิจัยชุดนี้ในอนาคต และพบว่ามันคือจุดเปลี่ยน ที่ทำให้กระแสหลักเริ่มยอมรับว่า UFO คือหัวข้อที่ควรศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์และสื่อควรนำเสนออย่างจริงจัง”

อ้างอิง https://www.livescience.com