หน้าแรก วัฒนธรรม & ความเชื่อ ป่าที่ห้ามแตะต้อง บทเรียนจากผืนป่าศักดิ์สิทธิ์เมาฟลาง

ป่าที่ห้ามแตะต้อง บทเรียนจากผืนป่าศักดิ์สิทธิ์เมาฟลาง

0
ภาพ tripadvisor

เมื่อก้าวเข้าสู่ผืนป่าแห่งหนึ่งในรัฐเมฆาลัยของอินเดีย ความเงียบจะโอบล้อมผู้มาเยือนอย่างช้าๆ ใต้เรือนยอดไม้ที่แน่นทึบ ทุกย่างก้าวเหมือนถูกจับตามอง ไม่ใช่จากมนุษย์ แต่จากความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายได้ยาก ที่นี่คือ ป่าศักดิ์สิทธิ์เมาฟลาง (Mawphlang Sacred Grove) ป่าศักดิ์สิทธิ์ที่มีกฎเรียบง่ายแต่เด็ดขาด ผู้ใดเข้ามา ต้องออกไปด้วยมือเปล่า

ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้นำสิ่งใดออกจากป่า แม้แต่ใบไม้แห้ง กิ่งไม้ หรือก้อนหินเล็กๆ กฎนี้ไม่ได้เขียนอยู่บนป้ายเตือนสมัยใหม่ แต่ฝังอยู่ในความเชื่อของชาวคาซีที่อาศัยอยู่ในเขตอีสต์คาซีฮิลส์ ใกล้เมืองชิลลอง (Shillong) ราว 25 กิโลเมตร พวกเขาเชื่อว่าป่าแห่งนี้มีเทพผู้พิทักษ์ที่คอยดูแลความสมดุลของธรรมชาติ การนำสิ่งใดออกไปเท่ากับรบกวนระเบียบที่มนุษย์ไม่ควรแตะต้อง

กฎหมายที่ไม่มีตัวอักษร

ป่าเมาฟลางครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 80 เฮกตาร์ และทำหน้าที่เหมือนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติของรัฐเมฆาลัย (Meghalaya) ต้นโอ๊กขนาดใหญ่ ไม้ใบกว้างเขตกึ่งร้อน โรโดเดนดรอน ลอเรล และเกาลัด เติบโตอย่างอิสระราวกับไม่เคยถูกแตะต้อง แตกต่างจากป่าอื่นๆ ที่ผ่านการตัดไม้ในยุคอาณานิคมหรือการพัฒนาสมัยใหม่

ความสมบูรณ์นี้ไม่ได้เกิดจากมาตรการของรัฐ แต่จาก “กฎหมายที่ไม่มีตัวอักษร” ของชุมชน ชาวบ้านเชื่อว่าการละเมิดข้อห้ามจะนำความโชคร้ายมาสู่ทั้งผู้กระทำและสังคมรอบตัว ความกลัวเชิงจิตวิญญาณจึงกลายเป็นกลไกคุ้มครองธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพอย่างน่าประหลาด

ภายในป่า ชีวิตขนาดเล็กดำเนินไปอย่างเงียบงัน นก แมลง สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กพึ่งพาระบบนิเวศที่ยังคงสมบูรณ์ การไม่มีการรบกวนอย่างต่อเนื่องทำให้ป่าทำหน้าที่เป็นคลังพันธุกรรมของภูมิภาค เป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่ป่าในอดีตเคยเป็น

เสาหินและความทรงจำของผู้คน

ก่อนถึงขอบเขตของป่า เสาหินโบราณตั้งเรียงรายราวกับประตูสู่โลกอีกใบ เสาหินเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมคาซี ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธี อนุสรณ์ของตระกูล และพื้นที่พบปะของชุมชน พวกมันย้ำเตือนว่าป่าเมาฟลางไม่ใช่เพียงพื้นที่ธรรมชาติ แต่เป็นศูนย์กลางของความทรงจำร่วม

ในอดีต บริเวณใกล้ป่าเคยใช้ประกอบพิธีเกี่ยวกับการเกษตรและการเปลี่ยนฤดูกาล แม้พิธีกรรมขนาดใหญ่จะลดลงตามกาลเวลา แต่ป่ายังคงมีบทบาทเชิงสัญลักษณ์ในเทศกาลสำคัญ เมาฟลางจึงเป็นพื้นที่ที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่ซากของอดีต

เสาหินขนาดใหญ่ในรัฐเมฆาลัย

เมื่อความเชื่อกลายเป็นการอนุรักษ์

นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมมักยกป่าเมาฟลางเป็นตัวอย่างว่าการคุ้มครองโดยชุมชนสามารถมีพลังไม่แพ้กฎหมายสมัยใหม่ ป่าศักดิ์สิทธิ์ลักษณะคล้ายกันมีอยู่ทั่วเมฆาลัย แม้บางแห่งจะหดเล็กลงภายใต้แรงกดดันของโลกปัจจุบัน แต่การดำรงอยู่ของเมาฟลางแสดงให้เห็นว่าความเชื่อและวัฒนธรรมสามารถทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันธรรมชาติได้

ที่นี่ การอนุรักษ์ไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นวิถีชีวิตที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผู้คนเติบโตมาพร้อมความเข้าใจว่าป่าไม่ใช่ทรัพยากรที่รอการใช้สอย แต่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องอยู่ร่วมด้วยความเคารพ

ใกล้กับป่าเป็นจุดเริ่มต้นของ เส้นทางเดวิด สก็อตต์ (David Scott Trail) เส้นทางประวัติศาสตร์จากศตวรรษที่ 19 ที่เชื่อมเทือกเขาคาซีกับที่ราบอัสสัม เส้นทางนี้เตือนว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางและการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้คนมาอย่างยาวนาน

บทเรียนจากผืนป่าที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

ในโลกที่ธรรมชาติมักถูกมองเป็นทรัพยากร ป่าเมาฟลางเสนอแนวคิดอีกแบบหนึ่ง มันชี้ให้เห็นว่าความเคารพอาจเป็นเครื่องมืออนุรักษ์ที่ทรงพลังที่สุด กฎง่ายๆ ที่ห้ามนำสิ่งใดออกจากป่าไม่ได้มีไว้เพื่อควบคุมนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นการย้ำเตือนถึงขอบเขตระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

บางที สิ่งที่ทำให้ป่าแห่งนี้คงอยู่ไม่ใช่เพียงความกลัวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่คือความเข้าใจร่วมกันว่ามนุษย์เป็นเพียงผู้มาเยือนชั่วคราว ในขณะที่ป่าคือบ้านของชีวิตนับไม่ถ้วน และบ้านหลังนี้จะยังยืนยาวได้ก็ต่อเมื่อเราเรียนรู้ที่จะเดินผ่านมันอย่างแผ่วเบา

ข้อมูล timesofindia