ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ค้นพบสัญลักษณ์ที่ไม่เคยมีใครสังเกตมาก่อนบนถ้วยแก้วโรมันโบราณ ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจวัฒนธรรมงานแก้วของจักรวรรดิโรมันช่วงศตวรรษที่ 4–6 หลังคริสตกาล
ตามรายงานของอินดิเพนเดนท์ ผู้ค้นพบคือ ศาสตราจารย์ฮาลลี เมเรดิธ (Hallie Meredith) แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันสเตต สหรัฐอเมริกา ขณะกำลังศึกษาถ้วยแก้วโรมันในคอลเลกชันส่วนตัว เธอพบลวดลายบางอย่างที่ดูเหมือน “รูปทรงเชิงนามธรรม” เช่น เพชร ใบไม้ และกากบาท อยู่บริเวณด้านหลังของถ้วย พร้อมข้อความอวยพรให้เจ้าของมีอายุยืนยาว
แม้เดิมทีลวดลายเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นเพียงการตกแต่ง แต่เมเรดิธกลับพบว่ามัน อาจเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้ระบุเวิร์กช็อปและทีมช่างผู้สร้างถ้วยใบนี้ ซึ่งทำหน้าที่คล้าย โลโก้แบรนด์ ในโลกโบราณ
วัตถุสุดประณีตที่ซ่อนความหมายลึกกว่า “ศิลปะ”
ถ้วยใบนั้นเป็น แก้วแกะสลักจากก้อนแก้วชิ้นเดียว ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 300–500 ถือเป็นงานศิลป์ที่มีชื่อเสียงด้านความประณีตและความยากของกระบวนการผลิต
เมื่อพลิกด้านหลังของถ้วย ศ.เมเรดิธพบว่าลวดลายต่าง ๆ มีรูปแบบซ้ำกันกับภาชนะโรมันชนิดอื่นที่พบในยุคเดียวกัน ทำให้เธอเชื่อว่าเป็น ภาษาสัญลักษณ์ของช่างแก้วในยุคโรมัน ซึ่งอาจช่วยให้ระบุแหล่งผลิตและกลุ่มช่างผู้สร้างได้
เธอกล่าวว่า
“ในฐานะคนที่ทำงานฝีมือ ฉันอดพลิกวัตถุเพื่อดูด้านหลังไม่ได้ และเมื่อทำแบบนั้น รูปแบบที่คนอื่นเคยมองข้ามก็ชัดเจนขึ้นทันที”
“ดายาทเรตา” ถ้วยสองชั้นที่ต้องใช้ทีมช่างทำร่วมกัน
วัตถุประเภทนี้เรียกว่า ดายาทเรตา (diatreta) ซึ่งมีโครงสร้างเป็นถ้วยสองชั้น ตัวถ้วยด้านนอกเชื่อมกับด้านในด้วยสะพานแก้วเล็ก ๆ ที่ถูกเจียระไนอย่างละเอียดอ่อน
ถ้วยหนึ่งใบต้องอาศัย
-
ช่างแกะสลัก
-
ช่างขัดผิว
-
ผู้ช่วยฝึกงาน
ทำงานร่วมกัน เป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน บางชิ้นอาจใช้เวลานานเป็นปี ซึ่งเมเรดิธระบุว่าเป็นหลักฐานว่า งานแกะแก้วโรมันไม่ใช่ผลงานของช่างคนเดียว แต่เป็นงานที่ใช้ความร่วมมือระดับสูง
“ด้วยความละเอียดซับซ้อนของการเจาะ แกะ และขัดชั้นแก้วสองชั้นให้เชื่อมกันอย่างสมบูรณ์แบบ การมีทีมช่างหลายคนจึงเป็นสิ่งจำเป็นแน่นอน” เธอกล่าว
โลโก้ของเวิร์กช็อปโรมัน
จากการวิเคราะห์ร่องรอยเครื่องมือและจารึกต่าง ๆ ศาสตราจารย์เมเรดิธเสนอว่า ลวดลายที่พบไม่ใช่ “ลายเซ็นส่วนตัวของช่าง” แต่เป็น เครื่องหมายประจำเวิร์กช็อปหรือกลุ่มผู้ผลิต ทำหน้าที่เหมือนตราสินค้าในยุคปัจจุบัน
เธอกล่าวว่า
“มันไม่ใช่ลายเซ็นของช่างคนใดคนหนึ่ง แต่คือเครื่องหมายของ ‘ทีมผู้สร้าง’ หรือเวิร์กช็อป เปรียบได้กับโลโก้ของแบรนด์ในยุคโบราณ”
งานวิจัยใหม่ของเธอชี้ให้เห็นว่า การเข้าใจภาชนะโรมันไม่ได้จำกัดเพียงการวิเคราะห์เทคนิคหรือชื่อผู้สร้าง แต่ต้องมองเห็น ระบบการทำงานร่วมกันของช่างแก้วโรมัน ซึ่งเคยถูกละเลยมานานกว่า 250 ปีในวงการโบราณคดี













