หลายคนอาจเชื่อว่าเด็กมักฝันร้ายเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดใต้เตียง ขณะที่ผู้ใหญ่ฝันถึงความเครียด เช่น งานค้างหรือเดดไลน์ที่ไล่ล่า แต่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จริงหรือไม่ที่ชี้ว่า “ความฝันเปลี่ยนไปตามอายุ”?
แม้จะมีคำอธิบายที่พอเป็นไปได้ว่ากระบวนการสูงวัยอาจส่งผลต่อรูปแบบความฝันอย่างไร แต่ในความเป็นจริง กลับมีงานวิจัยเพียงเล็กน้อยที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ดร. จูลิโอ แบร์นาร์ดี หัวหน้ากลุ่มวิจัยด้านการนอนและประสบการณ์สำนึกที่โรงเรียน IMT เมืองลุกกา อิตาลี กล่าวว่า “ความฝันขึ้นอยู่กับระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับจินตนาการ ความจำ และอารมณ์ ซึ่งทั้งหมดนี้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงตามอายุ”
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า “มีงานวิจัยน้อยมากที่ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของความฝันในช่วงชีวิตอย่างเป็นระบบ”
สิ่งที่พบชัดคือ ผู้คนรายงานความฝันต่างกันในแต่ละช่วงวัย เด็กและวัยรุ่นตอนต้นมักเล่าความฝันที่มีภาพชัดเจนและเต็มไปด้วยอารมณ์ ขณะที่ผู้สูงอายุเล่าความฝันที่ซับซ้อนขึ้น แต่มีอารมณ์น้อยลง
“Continuity Hypothesis”: ความฝันที่สะท้อนชีวิตประจำวัน
หนึ่งในคำอธิบายที่ง่ายและพบได้บ่อยที่สุดสำหรับความเปลี่ยนแปลงของความฝันคือแนวคิดที่เรียกว่า continuity hypothesis ซึ่งเสนอครั้งแรกในปี 1971 ทฤษฎีนี้มองว่าความฝันเป็นเพียง “ภาพสะท้อน” ของประสบการณ์ในชีวิตจริง
หากวันหนึ่งเราอยู่ชายหาด ภาพของทรายและน้ำทะเลอาจปรากฏในฝัน แต่หากกำลังกังวลเรื่องงาน ห้องทำงานอาจเป็นฉากของคืนวันนั้นแทน
แต่ทฤษฎีนี้อธิบายได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และไม่ตอบคำถามว่าทำไมความฝันจึงเปลี่ยนไปตามวัย
แบร์นาร์ดีให้เหตุผลว่า “การเปลี่ยนแปลงของความฝันเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างพัฒนาการของสมอง สถาปัตยกรรมการนอน และวุฒิภาวะทางอารมณ์–ความคิด”
ตั้งแต่คุณภาพการนอน ไปจนถึงความสามารถในการจดจำ ล้วนเป็นตัวแปรที่ทำให้ความฝันในแต่ละช่วงวัยแตกต่างกัน
เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และบั้นปลายชีวิต: ความฝันแต่ละช่วงวัยเป็นอย่างไร
วัยเด็ก: ความฝันเรียบง่ายและมีวัตถุหรือสัตว์เป็นหลัก
งานวิจัยบุกเบิกของ เดวิด โฟลค์ส ระหว่างยุค 1970–1990 พบว่า ความฝันของเด็กมักเรียบง่าย ประกอบด้วยสัตว์ สิ่งของนิ่งๆ และฉากพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม การวิจัยในเด็กมีความท้าทาย เพราะขึ้นอยู่กับความสามารถของเด็กในการเข้าใจและเล่าความฝันของตนเอง
วัยรุ่น: ฉากสดใส อารมณ์เข้มข้น และความกลัวตามวัย
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ความฝันจะถี่และชัดเจนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
-
วัยรุ่นตอนต้น มักฝันถึงการหนี การตกจากที่สูง หรือสัตว์ประหลาด
-
วัยรุ่นตอนปลาย เริ่มฝันถึงความกังวลจากโลกจริง เช่น ความกดดันในโรงเรียน และความสัมพันธ์ที่เพิ่งเริ่มต้น
วัยผู้ใหญ่: เรื่องธรรมดาๆ กลายเป็นฉากความฝัน
ผู้ใหญ่ฝันถึงเรื่อง “ชีวิตจริง” มากขึ้น เช่น
-
ไปถึงที่หมายสาย
-
พยายามทำอะไรซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ไม่สำเร็จ
ฝันประหลาดและฝันร้ายยังเกิดขึ้นอยู่ แต่ความก้าวร้าวหรือความหวาดกลัวแบบวัยรุ่นมักลดลง
ผู้สูงอายุ: ความฝันน้อยลง และ “ฝันขาว” มากขึ้น
ในวัยชรา ผู้คนมักรายงานว่าตนเอง “ฝันน้อยลง” และหลายครั้งมีสิ่งที่เรียกว่า white dreams
คือจำได้ว่าฝัน แต่ไม่อาจบอกเนื้อหาของฝันได้
แม้บางส่วนเกี่ยวข้องกับคุณภาพการนอนที่ลดลง แต่ปัจจัยสำคัญคือ ความสามารถในการจำความฝันที่ลดลงด้วย
ดร. ไมเคิล ชเรดล์ จากสถาบันสุขภาพจิตกลางของเยอรมนีอธิบายว่า “สิ่งที่เราศึกษาได้มีเพียงรายงานที่ผู้คนเล่าออกมา ไม่ใช่ตัวความฝันโดยตรง”
บั้นปลายชีวิต: ความฝันปลอบประโลมที่เกี่ยวกับการจากลา
ผู้ที่อยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิตมักฝันเห็นคนที่จากไปแล้ว หรือภาพการ “เก็บของ เตรียมเดินทาง”
งานวิจัยในผู้ป่วยฮอสพิซพบว่า ความฝันเหล่านี้ให้ความรู้สึกสงบ และสะท้อนกระบวนการมองย้อนชีวิตในช่วงท้าย
โดยสรุป แม้ยังไม่มีงานวิจัยที่ครอบคลุมพอจะอธิบายทุกแง่มุม แต่หลักฐานที่มีอยู่อย่างจำกัดบ่งชี้ว่า ความฝันเปลี่ยนไปตามอายุจริง ไม่ว่าจะเป็นความสดใสของวัยเด็ก ความสับสนของวัยรุ่น ความเป็นจริงของวัยผู้ใหญ่ หรือความพร่าเลือนในวัยชรา ความฝันยังคงเป็นหน้าต่างเล็กๆ ที่เผยให้เห็นการทำงานภายในของสมองและความทรงจำในทุกช่วงชีวิต
อ้างอิง https://www.livescience.com



