กว่า 62 ปีหลังเหตุการณ์ยิงประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี กลางเมืองดัลลัสในปี 2506 เหตุลอบสังหารครั้งนั้นยังคงเป็นหนึ่งในคดีที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดของสหรัฐ และยังเป็นเชื้อไฟให้ทฤษฎีสมคบคิดหลากหลายรูปแบบเฟื่องฟูต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ
สารคดีใหม่ของ ABC News Studios เรื่อง “Truth and Lies: Who Killed JFK?” ที่ออกอากาศวันที่ 24 พ.ย. นี้ กลับมาขยายประเด็นที่ยังเป็นรอยปริศนา ด้วยการสำรวจเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่วินาทีที่เครื่องบินประธานาธิบดีลงจอดที่เลิฟฟีลด์ในดัลลัส เมื่อเวลา 11.42 น. ของวันที่ 22 พ.ย. 2506 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวันที่ชาวอเมริกันไม่มีวันลืม
ทิม แนฟทาลี นักประวัติศาสตร์จากซีเอ็นเอ็น ระบุว่า เคนเนดีต้องการให้ผู้คนมองเห็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งอย่างชัดเจนในขบวนรถ จึงเลือกเปิดหลังคารถลิมูซีนในระหว่างเคลื่อนผ่านดีลีย์พลาซา ขณะเกิดเหตุเขานั่งในรถร่วมกับจอห์น คอนแนลลี ผู้ว่าการรัฐเทกซัสและภริยา
รายงานจากคลังเอกสารสหรัฐระบุว่า กระสุน 2 นัดถูกยิงลงมาจากด้านบน หนึ่งนัดเข้าบริเวณคอ อีกหนึ่งนัดฝั่งศีรษะ เคนเนดีถูกนำส่งโรงพยาบาลทันที แต่ถูกประกาศว่าเสียชีวิตในเวลา 13.00 น. ของวันเดียวกัน
เจ้าหน้าที่จับกุม ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ อดีตทหารนาวิกโยธินวัย 24 ปี เป็นผู้ต้องสงสัย โดยพบว่าเขาเคยเดินทางไปสหภาพโซเวียตและยื่นขอสัญชาติที่นั่น สองวันหลังจากนั้น ออสวอลด์ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างถูกย้ายตัวจากสถานีตำรวจดัลลัส
อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่เกี่ยวกับคดีถูกเปิดเผยต่อสาธารณะล่าช้าเป็นเวลาหลายปี ซึ่งเป็นจุดที่ผู้กำกับชื่อดังอย่างโอลิเวอร์ สโตน วิจารณ์ว่า การปกปิดข้อมูลได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของสาธารณชน และยิ่งผลักให้ประชาชนเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดมากขึ้น สโตนซึ่งเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ “JFK” ในปี 2534 ระบุว่า ผู้คนโกรธเพราะรู้สึกว่ารัฐบาลไม่ได้พูดความจริง
ความกดดันของสาธารณชนที่เพิ่มสูงขึ้นกลายเป็นแรงผลักดันให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายรวบรวมเอกสารการลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดีในปี 2535 ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารในปีนี้เพื่อให้เปิดเผยเอกสารที่เหลือทั้งหมด สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้ทยอยเผยแพร่เอกสารที่ปลดชั้นความลับหลายพันหน้าเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
บาร์บารา เพอร์รี นักเขียนชีวประวัติเคนเนดี ให้ความเห็นต่อ ABC News Studios ว่า การที่รัฐบาลปิดข้อมูลไว้เป็นเวลานาน ทำให้สังคมอเมริกันเริ่มไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลกลาง และเป็นรากฐานของความคลางแคลงใจต่อรัฐที่ยังคงสืบเนื่องมาจนถึงยุคที่คำว่า ข่าวปลอม และ รัฐซ่อนเร้น ถูกใช้ในวาทกรรมทางการเมืองอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน



