หน้าแรก ประวัติศาสตร์ & อารยธรรม นักโบราณคดีค้นพบหลักฐาน “การก่อไฟ” เก่าแก่ที่สุดในโลก ย้อนหลัง 4 แสนปี เผยมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลทำไฟใช้เอง

นักโบราณคดีค้นพบหลักฐาน “การก่อไฟ” เก่าแก่ที่สุดในโลก ย้อนหลัง 4 แสนปี เผยมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลทำไฟใช้เอง

4
การขุดชั้นตะกอนบ่อน้ำอายุ 400,000 ปีที่บาร์นแฮม ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นแหล่งกองไฟโบราณ โดยสามารถเห็นตะกอนดินสีแดงจากดินเหนียวที่ถูกเผา เครดิต: จอร์แดน แมนส์ฟิลด์ / โครงการ Pathways to Ancient Britain

นักวิจัยรายงานว่า มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเมื่อราว 400,000 ปีก่อน สามารถ “ทำไฟขึ้นเอง” โดยใช้หินเหล็กไฟและไพไรต์ ซึ่งนับเป็นหลักฐานเก่าแก่ที่สุดของการก่อไฟโดยมนุษย์ที่เคยถูกค้นพบ

นิวยอร์คไทมส์ระบุว่ารายงานดังกล่าวตีพิมพ์เมื่อวันพุธ (10 ธ.ค. 68) ในวารสาร Nature โดยระบุว่า กลุ่มนีแอนเดอร์ทัลในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือทางตะวันออกของอังกฤษ จุดไฟขึ้นซ้ำๆ บริเวณแหล่งน้ำ และทำเช่นนี้ต่อเนื่องหลายชั่วอายุคน

ก่อนการค้นพบนี้ หลักฐานเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับ “การทำไฟ” ของมนุษย์มีอายุเพียงประมาณ 50,000 ปี ทำให้ผลการวิจัยครั้งนี้ขยับเส้นเวลาเทคโนโลยีสำคัญในพัฒนาการมนุษย์ย้อนลึกลงไปกว่า 350,000 ปี

ดร.นิค แอชตัน นักโบราณคดีจากพิพิธภัณฑ์อังกฤษ ผู้เขียนร่วมของการศึกษา กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้หลายคนคาดว่าพวกเขาน่าจะทำไฟได้ แต่ครั้งนี้เรามีหลักฐานชัดเจนมากขึ้น”

ไฟ: จุดเปลี่ยนสำคัญในวิวัฒนาการมนุษย์

ตั้งแต่ยุคชาร์ลส์ ดาร์วิน นักชีววิทยามองว่า “การควบคุมไฟ” คือก้าวสำคัญของวิวัฒนาการมนุษย์ เนื่องจากช่วยให้
• ปรุงอาหาร ลดสารพิษ และดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น
• ให้ความอบอุ่นและป้องกันสัตว์นักล่า
• ใช้ทำกาวจากเปลือกไม้และติดหัวหอกเข้ากับด้ามไม้
• และในช่วง 10,000 ปีที่ผ่านมา ใช้หลอมโลหะ เช่น ทองแดง อันเป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรม

อย่างไรก็ตาม การตามหาหลักฐานไฟยุคแรกเริ่มเป็นเรื่องยาก เนื่องจากขี้เถ้าหรือถ่านมักถูกน้ำฝนชะล้าง อีกทั้งยากจะแยกแยะว่าไฟเกิดจากมนุษย์หรือฟ้าผ่า

ก่อนหน้านี้: มีหลักฐานการใช้ไฟ แต่ไม่พิสูจน์ “ทำไฟเอง”

หลักฐานการใช้ไฟที่เก่าแก่ที่สุดของบรรพบุรุษมนุษย์ พบในถ้ำที่แอฟริกาใต้ อายุระหว่าง 1–1.5 ล้านปี โดยตรวจพบกระดูกสัตว์กว่า 270 ชิ้นที่มีร่องรอยถูกเผา

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หลักฐานเหล่านี้ยังไม่สรุปว่ามนุษย์ยุคดังกล่าว “ทำไฟเอง” อาจเป็นเพียงการเก็บไฟจากไฟป่ามาใช้ในการทำอาหาร ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่แน่นอนและขึ้นกับเหตุการณ์ธรรมชาติ

“คุณต้องพึ่งฟ้าผ่า ซึ่งไม่แน่นอนและเชื่อถือไม่ได้” ดร.แอชตันกล่าว

การค้นพบเริ่มต้นในปี 2013: หินแตกด้วยความร้อนสูง แต่ยังไม่มีคำตอบ

ทีมนักวิจัยพบชิ้นส่วนหินเหล็กไฟแตกผิดรูปที่แหล่งโบราณคดีบาร์นแฮมตั้งแต่ปี 2013 แต่ยังไม่สามารถระบุว่าไฟเกิดจากมนุษย์หรือฟ้าผ่า

หลายปีต่อมา นักวิจัยกลับมาขุดค้นซ้ำโดยยังไม่พบหลักฐานเพิ่มเติม จนกระทั่งในฤดูร้อนปี 2021 ขณะดร.แอชตันกำลังพักกลางวัน เขานึกถึง “เส้นดินสีแดง” ที่เคยเห็นมาก่อน
เขาจึงเดินไปตรวจสอบ และพบว่าเป็น ชั้นดินไหม้กว้างสองฟุต ซึ่งอาจเป็นร่องรอยไฟโบราณ

การขุดชั้นตะกอนบ่อน้ำอายุ 400,000 ปีที่บาร์นแฮม ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นแหล่งกองไฟโบราณ โดยสามารถเห็นตะกอนดินสีแดงจากดินเหนียวที่ถูกเผา
เครดิต: จอร์แดน แมนส์ฟิลด์ / โครงการ Pathways to Ancient Britain

วิเคราะห์ทางเคมีและขุดค้นเพิ่ม 4 ปี: สรุปคือไฟที่มนุษย์จุดขึ้นเอง

หลังการตรวจสอบเพิ่มเติม ทีมวิจัยพบว่า
• พื้นที่ดังกล่าวเคยเป็น แหล่งน้ำที่นีแอนเดอร์ทัลใช้ล่าสัตว์
• ไม่พบหลักฐานไฟป่ารอบบริเวณ
• ร่องรอยไฟเกิดขึ้นซ้ำๆ หลายครั้งต่อเนื่องหลายสิบปี
• ไฟมีความรุนแรงสูงและลุกไหม้เป็นเวลานานหลายชั่วโมง
• และพบ ไพไรต์ ร่วมกับหินเหล็กไฟ ซึ่งเป็นเทคนิคทำไฟที่พบในหลายวัฒนธรรม

ที่สำคัญคือ ไพไรต์ไม่ใช่หินที่พบในพื้นที่รอบบาร์นแฮม ซึ่งบ่งชี้ว่า นีแอนเดอร์ทัลอาจนำหินนี้มาจากแหล่งห่างออกไปกว่า 40 ไมล์

นักโบราณคดี เซโกเลน แวนเดอเวลด์ ผู้เชี่ยวชาญซึ่งไม่ได้ร่วมในงานวิจัย กล่าวว่า “การพบไพไรต์คือหลักฐานสำคัญที่ทำให้ข้อสรุปน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น”

ยังไม่ชัดว่าการทำไฟแพร่หลายทั่วทั้งยุโรปหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ไมเคิล ชาแซน นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ระบุว่า การทดลองนี้อาจเกิดขึ้นในกลุ่มเฉพาะ และนีแอนเดอร์ทัลกลุ่มอื่นในยุโรปอาจยังคงพึ่งพาไฟจากธรรมชาติ

แต่ดร.แอชตันมองต่าง เขาสันนิษฐานว่า เมื่อเทคโนโลยีนี้เริ่มต้นในกลุ่มหนึ่ง ย่อมแพร่กระจายไปยังมนุษย์ในแถบต่างๆ อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะในยุโรป เอเชีย หรือแอฟริกา

บาร์นแฮม: ขุมข้อมูลเพียงแห่งเดียวในปัจจุบัน แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ขณะนี้ บาร์นแฮมเป็นเพียงแหล่งเดียวที่มีหลักฐานชัดเจนของการทำไฟอายุ 400,000 ปี แต่ทีมวิจัยเชื่อว่า การขุดค้นอย่างละเอียดในพื้นที่อื่นอาจนำไปสู่การค้นพบเพิ่มเติม

ดร.แอชตันระบุว่า “ยิ่งเราทุ่มเทมากเท่าไร โบราณคดีมักให้รางวัลตอบแทนเสมอ”